[EED] จักรวาล

posted on 31 Jan 2012 23:31 by belivedream in EED
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
---------------------------------------------------------------
 
WARNNING : มีแต่ตัวอักษรนะครับ
 
----------------------------------------------------------------
 

มันเป็นการพบกันที่ไม่โสภานัก 

 

หล่อนเป็นคนคาโนวาล แต่ดูแล้วคงไม่ใช่สายเลือดแท้ ดูจากผมสีชมพูยาวจรดหลังหยักศกนิดๆ และผิวที่ขาวเกินกว่าจะเรียกว่าคาโนวาล

 

แต่ดวงตาสีฟ้านั่น และความใจสู้ไม่ท้อถอยกลับเป็นเครื่องยืนยันอย่างดี

 

บางสิ่งบางอย่างเรียกให้ดวงตาสีโลหิตตวัดรั้งไปมอง

 

เป็นช่วงจังหวะเดียวกันที่เนตรสีฟ้าคู่นั้นสบกลับมา

 

ประกายแสงบางอย่างที่โชติช่วงในดวงตา เหมือนกันจนถูกดึงดูดเข้าหากัน วินาทีที่สบตาเนิ่นนานยืดยาวออกไปเป็นหนึ่งนาที เป็นสองนาที จนกระทั่งเจ้าหล่อนรู้ตัว จัดแจงกอดอกเล่นเกมจ้องตากับเขาอย่างไม่ท้อถอย

 

นั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบของคาโนวาล

 

ปากบิดแสยะขึ้นเป็นรอยยิ้ม อวดเขี้ยวเล็กที่มุมปากซ้าย

 

“เฮ้ย เธอน่ะ”

 

แม้แต่คำพูดประโยคแรกที่พูดกัน ก็ยังไม่น่าจดจำ

 

“ชื่ออะไร?”

 

 

 

“โรเซ่ ซีแรนธ์”

 

หล่อนตอบมา พ่วงท้ายด้วยตำแหน่งที่ฟังแล้วชวนปวดหัวไม่น้อย

 

“ปรินซ์เซส ออฟ คาโนวาล  แนะนำตัวก่อนถามชื่อคนอื่นซะด้วยนะยะ”

 

.

.

.

 

เรื่องระหว่างเขากับเธอไม่เคยน่าโสภา

 

ไม่ว่าเจอกันเมื่อไหร่ หมัดลุ่นๆ จากข้อมือเล็กๆนั่นเป็นต้องแลนดิ้งลงหน้าเขาทุกครั้ง เป็นโชคดีอย่างนึงที่เขามักจะหลบได้ ถ้าโดนก็ไม่ค่อยเจ็บนัก แต่โชคร้ายที่ตามมาคือ ยิ่งหล่อนต่อยไม่โดน คอมโบเซ็ตที่ตามมาจะยิ่งเพิ่มอัตราการทำลายล้างที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

แต่อย่างว่า เขาใช่คนพูดเพราะเรียบร้อยเก็บอาการเมื่อไร

 

มีอันได้หาเรื่องล้อแหย่แซวหล่อนได้ทุกวันไม่ซ้ำกัน ไม่ว่าจะเป็นทรงผมซึ่งอันที่จริงก็เรียบร้อยดี เอวคอดที่เจ้าหล่อนอวดสายตาคนอื่นด้วยชุดนักเรียนนั่น ท่าทางห้าวหาญไม่สมหญิงสักเท่าไหร่นั่นด้วย

 

 

ฟาดปากกันนับครั้งไม่ถ้วน

 

ทำความรู้จักกันด้วยคมดาบมากกว่าสิบ

 

ทำท่าเหมือนหมั่นไส้ เกลียดกันและกันเสียมากมาย

 

 

 

แต่สุดท้ายแล้ว ดวงตาทั้งสองคู่ก็ไม่เคยละไปจากกันเลยแม้หนึ่งนาที

 

 

.

.

.

.

 

จักรวาลของเขาและหล่อนหมุนราวกับจะไม่มีวันมาบรรจบกัน 

 

หล่อนค่อนข้างเป็นเด็กดี เป็นศิษย์รัก เป็นนักเรียนตัวอย่าง

 

เขาเป็นตัวอย่างของการทำผิดในหลายเรื่องทีเดียว

 

 

และมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

 

เขารู้ดีมาแต่เริ่มแรกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้

 

ไม่มีทางที่จักรวาลซึ่งดำรงอยู่ห่างกันนับสิบล้านปีแสงจะหมุนวนกลับมาบรรจบกันได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางแน่ๆ

 

แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้น

 

ปรากฏการณ์ซึ่งเหวี่ยงให้จักรวาลทั้งสองได้วนกลับมาบรรจบเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน 

 

 

 

เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเสยเส้นผมชื้นเหงื่อขึ้นให้พ้นจากคลองสายตา สะบัดดาบซ้อมเล่มใหญ่ในมือขวาไปด้านข้าง พ่นลมหายใจอกมายาวเหยียด แม้จะมีเหงื่อชื้อตามไรผม แต่เจ้าของร่างสูงแกร่งกลับไม่มีทางทีเหนื่อยอ่อนเลยแม้แต่นิดเดียว ดาบเปลือยฝักเล่มโตถูกหมุนควงไปมา นัยน์เนตรสีโลหิตจับจ้องร่างที่ทรุดกายนิ่งห่างออกไป

 

ร่างบอบบางของเด็กสาวเรือนผมสีชมพูทรุดพังพาบกับต้นไม้ริมลานฝึกซ้อม เหงื่อโทรมกายจนไม่เหลือสภาพดีอย่างตอนก้าวเข้ามา ร่างสะท้าน แผ่นอกไหวขึ้นลงอย่างรุนแรงตามจังหวะลมหายใจ ดวงตาสีฟ้ากระจ่างมองมือที่กำดาบเอาไว้แน่นจนสั่นระริก แววตาปรากฏร่องรอยไม่เข้าใจอย่างชัดเจน

 

มาร์คัสก้าวออกไปยืนตรงหน้า ยกดาบพาดบ่าด้วยท่าทางสบายๆ

 

“หมดรูป” เขาพูดสั้น มองเธอแล้วส่ายหน้าเบาๆ แสร้งแสยะรอยยิ้มร้ายยั่วยุให้หล่อนเกิดอารมณ์โกรธอยากลุกขึ้นมาเอาดาบไล่ฟันเขาขึ้นมา “รสชาติความพ่ายแพ้หมดรูปในรอบหลายเดือน อร่อยไหม?”

 

เด็กสาวตวัดตามองขึ้นมาอย่างโกรธเคือง มองรอยยิ้มที่แสยะจนเห็นเขี้ยวนั้นอย่างยากบรรยาย นึกอยากตะบันหมัดลงบนใบหน้านั่นรัวๆขึ้นมา

 

“อร่อยใช้ได้ ลองดูไหมล่ะ?” หล่อนกระชากเสียงนิดๆ หยัดร่างขึ้นด้วยดาบในมือขวา โซเซเอียงเอนไปมาเล็กน้อยกว่าจะหยุดให้ทรงตัวได้บนเรียวขาทั้งสองข้าง ในแววตาที่มองตรงมายังมีความไม่ใคร่เข้าใจที่สะท้อนอย่างดูออกไม่ยากนัก

 

กวาดมองปราดเดียวเขาก็รู้

 

แต่ไม่ใช่แค่วันนี้หรอก

 

หลายวันผ่านมาแล้วที่เจ้าหล่อนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่คิดเรื่องอะไรสักอย่างตลอดเวลา

 

ตอนเรียนก็ยังทำตัวเป็นนักเรียนตัวอย่างได้อยู่ แต่ตอนซ้อมนั้นเรียกได้ว่าไร้วิญญาณ

 

 

.........................ค่อนข้างน่าหงุดหงิดทีเดียว 

 

เด็กหนุ่มผมแดงพรูลมหายใจ ส่งเสียงขึ้นจมูก ‘เฮอะ’ ออกมาเบาๆแล้วควงดาบในมือขวาอีกครั้ง เก็บมันให้หายไปกลายเป็นอากาศธาตุ

 

“วันนี้ไม่ซ้อมแล้ว” เขาหมุนร่าง เดินกลับไปหยิบกระบอกน้ำสองกระบอกที่วางเอาไว้ข้างกัน โยนกระบอกหนึ่งให้กับเด็กสาว และอีกกระบอกหนึ่งของตัวเขาเอง “ไม่สนุก เก็บดาบซะ”

 

มือเรียวบางคว้ารับกระบอกน้ำนั้นเอาไว้ได้ในวินาทีก่อนมันจะตกถึงพื้น เป็นปฏิกิริยาที่ช้าจนเข้าขั้นอืดอาดหากเทียบกับยามปกติ “อะไรกัน! ฉันยังไม่แพ้สักหน่อย! ให้แก้มือก่อนสิ!!”

 

“จะฟัดกันกี่ครั้งก็เหมือนเดิมล่ะน่า” มาร์คัสเปิดกระบอกน้ำ กินน้ำไปหนึ่งอึกแล้วละออก “ทำท่ายังกับคนไร้วิญญาณ ถ้าไม่ใช่ฉันล่ะก็ ป่านนี้แผลเต็มตัวแล้วนะเธอน่ะ”

 

“ไร้วิญญาณ?” โรเซ่ขมวดคิ้ว สอดดาบกลับเข้าฝัก มองเขาอย่างไม่เข้าใจ และไม่ใคร่พอใจเท่าใดนัก “ว่าใครไร้วิญญาณกัน แน่จริงก็มาสู้กันอีกสักยกเซ่!”

 

เขายื่นมือที่ถือกระบอกน้ำออกมาตรงหน้า โบกปลายนิ้วไปมาแล้วชี้ตรงมาที่เธอ “เธอไง ไร้วิญญาณ”

 

“นี่!!” เสียงแหลมสูงราวกับจะบอกว่าไม่พอใจทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างรื่นรมย์ ดูมีความสุขที่ทำให้เธอโมโหได้ โรเซ่เดินไปทางต้นไม้ต้นหนึ่ง กระแทกตัวนั่งลง มุ่ยหน้าอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมเปิดกระบอกน้ำซดแต่โดยดีเป็นสัญญาณของการสงบศึก

 

ดวงตาสีโลหิตลอบมองคู่สนทนาอีกครั้ง

 

หลังจากละกระบอกน้ำออกจากริมฝีปาก หล่อนก็ถือมันเอาไว้ด้วยสองมือ

 

ดวงตาเหมือนจะมองไปที่ปากกระบอกขวดน้ำที่ไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่แววตากลับทอดไปยังที่อื่น

 

และความคิดอื่น

 

อีกครั้ง 

 

เรียวคิ้วเข้มกระตุกนิดๆอย่างไม่พอใจ เขากลอกตาไปมาแล้วลุกขึ้น ทรุดร่างลงนั่งข้างๆหล่อน เว้นระยะห่างพอให้แขนเอื้อมไปตอบโต้ได้หากโดนประทุษร้ายไม่ว่าจะตบต่อยตีหรืออะไรก็ตาม

 

“เป็นอะไร”

 

ถ้อยเสียงถามค่อนข้างห้วนบ่งบอกอารมณ์ผู้พูดได้เป็นอย่างดี

 

“เปล่า”

 

เสียงตอบแทบจะในทันทีนั้นไม่ช่วยให้ความกระจ่างของประโยคคำถาม มาร์คัสเหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ข้างตัวเองครู่หนึ่งแล้วสะบัดสายตากลับ

 

“ใครดูเธอไม่ออกก็ปัญญาอ่อนแล้วน่า มีอะไร จะพูดไม่พูด?”

 

“ก็บอกว่าไม่มีอะไรไงเล่า” เด็กสาวตอบ กระแทกเสียงนิดๆ ดูเหมือนจะหงุดหงิดที่โดนเซ้าซี้หนักเข้าเช่นนั้น หล่อนเปิดกระบอกน้ำเทลงคอหนึ่งอึก แสดงเจตนาต้องการให้เขาหยุดการซักถามเอาไว้เพียงเท่านั้น

 

แต่เขาไม่หยุดง่ายๆหรอก

 

มือหนาเอื้อมไปขยี้เส้นผมยาวสีชมพูอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างที่มีเจตนา “รังแก” อย่างชัดเจน

 

“พูดมาซะดีๆ” ยังคงขยี้ต่อไปจนเส้นผมสีชมพูเริ่มยุ่งเหยิงมาขึ้นทุกที จนเจ้าหล่อนแทบจะกรี๊ดออกมานั่นแหละเขาถึงได้หยุด

 

"อย่ามาขยี้ผมคนอื่นแบบนี้สิยะ อ๊า เสียทรงหมดแล้วเห็นไหม!" มือเรียวบางรีบจัดการสาละวนสางเส้นผมสีชมพูสวยให้เข้ารูปเข้ารอย เสร็จเรียบร้อยก็สะบัดมันเสียหนึ่งทีก่อนจะกอดอกแล้วเชิดหน้าขึ้น

 

"พูดได้รึยังล่ะ?" เขายกมือทำท่าขยุกขยุยเป็นเครื่องหมายว่า หากหล่อนไม่บอกจะจัดการกับเส้นผมยาวๆพวกนั้นอีก

 

"เออ ก็ได้!" หล่อนกระแทกเสียง ทำท่าอย่างฮึดฮัดครู่หนึ่งก็เงียบลง

 

มองตรงไปข้างหน้า

 

มองสิ่งอื่นใดที่ไกลออกไป 

 

"รู้ใช่ไหมว่าพ่อแม่จัดคู่หมั้นให้ฉันไว้แล้ว"

 

"เธอเคยเล่า ที่เด็กกว่าแล้วพูดบ่อยๆว่าน่ารักนั่นใช่ไหม"

 

โรเซ่ส่งเสียงรับแผ่วเบาในลำคอ "มาร์ติน มาร์ติน แอพเพอริทีฟ"

 

"นั่นล่ะน่า แล้วไง"

 

"ตอนแรกฉันก็โอเคหรอกนะ....แต่ก็ เฮ้อ ไม่รู้สิ" หล่อนว่าแล้วรวบเข่ามากอด เกยคางลงบนเข่าทั้งคู่ของตน "........รักเหรอ.....? ใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป.......?....มันดู.....ยาก.....ยิ่งใหญ่กว่าที่ฉันคิดเยอะเลย....."

 

".....สับสน?"

 

".....ก็คงงั้นล่ะมั้ง....โอ๊ย ไม่รู้โว้ย !"

 

"งั้นมาลองคบกับฉันดูหน่อยมั้ยล่ะ" 

 

ไม่เว้นว่างเวลาคิด ไม่เสียเวลาตรึกตรอง ประโยคสั้นง่ายที่เอ่ยออกมาอย่างเรื่อยเฉื่อยนั่นทำให้เด็กสาวผมชมพูชะงักกึกกลางคัน ตวัดสายตามองคนที่นั่งข้างตนเองอย่างตกใจ

 

"นายว่าอะไรนะ??"

 

"....ก็คบกับฉัน เป็นแฟนกันเล่นๆสักพัก" เจ้าของเสียงยักไหล่ "ฉันให้เวลาเธอคิดไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบนักหรอก ถ้าเธอหวั่นไหวกับฉัน นั่นแปลว่าที่เธอมีให้คู่หมั้นอะไรนั่น ไม่ใช่ความรัก ก็แค่เอ็นดู" มาร์คัสโคลงหัว ทำเหมือนสิ่งที่ตัวเองกำลังพูดนั่นเป็นเรื่องเล็กเสียเต็มประดา

 

"...................เป็นแฟนกับนาย?"

 

"ใช่"

 

สรรพสิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

 

"...............ลองดูก็ได้"

 

 

แล้วจักรวาลของเขากับหล่อนก็ถูกเหวี่ยงให้มาชนกัน 

 

. 

. 

. 

.

 

 

อันที่จริงแล้ว 

 

แม้แต่เดทแรกของพวกเขา มันก็ไม่ค่อยน่าจำสักเท่าไหร่

 

หล่อนแต่งตัวสวยพริ้งมารอเขาเวลานัดพอดีไม่ขาดไม่เกิน ในขณะที่เขาทำตัวเป็นแฟนตัวอย่างด้วยการมาเลทสิบห้านาทีพร้อมกับชุดลำลองที่ไม่ได้ต่างจากปกติเท่าไหร่นัก

 

"สาย!" หล่อนแหวเป็นคำแรก เท้าเอวมองเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง และใบหน้าก็ยิ่งงอง้ำเมื่อเลื่อนสายตากวาดมองเขาหัวจรดเท้า "แล้วนี่แต่งตัวอะไรมาน่ะ! นี่เดทเลยนะ เดท!!"

 

"เออน่า เดทก็แบบนี้แหละ นี่หล่อสุดๆแล้วเนี่ย" เขาพูดปัดแล้วมองหล่อนเต็มตาอีกครั้ง

 

ผมยาวสีชมพูมวยหลวมๆแล้วปล่อยลงมาจรดกลางหลัง เสื้อแขนกุดคอคว้านทับด้วยเสื้อคลุมแขนยาวถึงข้อมือ กระโปรงยาวเหนือเข่ากับบูทหนังสีน้ำตาลอ่อน

 

ตรงหน้านี้คือความเป็นจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ

 

สวย 

 

ความคิดใดๆพลันชะงักลงกลางทาง

 

เขากระพริบตาเรียกความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปไกลมากกว่านั้น จดจ้องในตาหล่อนแล้วยักคิ้ว

 

"สวยนี่?"

 

คำพูดที่แสร้งทำให้เหมือนแกล้งแซว

 

แต่ออกมาจากความจริงที่กำลังคิด

 

โรเซ่สะบัดผมไปข้างหลัง

 

"แน่นอนสิ ฉันสวยเสมอนั่นล่ะ"

 

เขาหัวเราะ หล่อนค้อนให้หนึ่งวงเขาจึงเงียบลง ยิ้มล้อๆในขณะที่โค้งแล้วยื่นมือไปข้างหน้า

 

"ขอมือด้วยครับ คุณผู้หญิง เดี๋ยวกระผมจะพาเที่ยวเอง" 

 

. 

. 

. 

 

มันเป็นภาพที่ตลกน่าดูให้ความเห็นของเขา 

 

ภาพของหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันไป ทะเลาะกันไปพลาง ฝ่ายหญิงคอยแต่จะหาเรื่องง้างกำปั้นลุ่นเสยเข้าที่โหนกแก้มของฝ่ายชาย  ในขณะที่ฝ่ายชายก็เอาแต่แกล้งหญิงสาวนั่นนี่ทุกครั้งที่มีโอกาส

 

แต่เขาไม่แน่ใจว่าคนทั่วไปคิดแบบเขาหรือเปล่า

 

“หยิบตัวนั้นให้ดูหน่อยสิ”

 

“ตัวไหน?”

 

“ตัวนั้นไงยะ ตัวนั้นน่ะ”

 

“แล้วตัวนั้นมันตัวไหนล่ะเฟ้ย!”

 

ระหว่างที่เกือบจะทำสงครามกันนั้น แม่ค้าเจ้าของร้านขายเสื้อที่เกือบจะวอดวายไปเพราะการทะเลาะของเขาและหล่อนกลับหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง

 

“แหม” แม่ค้าร่างท้วมเริ่มประโยค ยิ้มกว้างจนนัยน์ตากลมทั้งคู่แทบจะถูกแก้มกลืนหายไป “ร่าเริงกันดีนะจ๊ะ คบกันมานานแค่ไหนแล้วล่ะ?”

 

เขาสำลักอากาศ ในขณะที่หล่อนหน้าแดงจัดจนถึงคอ

 

“อะ เอ่อ คุณป้า” โรเซ่ละล่ำลำลัก เหมือนจะปฏิเสธคำนั้น แต่ก็พูดไม่ออก “ระ รู้ได้ยังไงคะ........”

 

หญิงกลางคนยิ้มอีก “แสดงออกชัดขนาดนี้ จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะจ๊ะ ตกลงเป็นแฟนกันนานแค่ไหนแล้วล่ะ”

 

 

........นั่นเป็นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจอย่างหนึ่งของพวกผู้หญิง

 

เพราะฉะนั้นเลยเลี่ยงไม่ตอบ มาร์คัสก้าวขาเนียนๆออกไปนอกร้าน ทิ้งให้หล่อนถูกแม่ค้าร่างท้วมคนนั้นซักไซ้ไล่เรียงถึงเรื่องราวต่างๆ

 

....จริงๆมันก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย จะเขินไปทำไมกันน่ะ

 

เขากลอกตาเมื่อนึกถึงท่าทางของหล่อนในตอนนั้น

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รู้เพิ่มคือ

 

บางทีผู้หญิงทุกคนอาจจะมีมุมที่น่ามองขนาดนั้นซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้ 

 

แม้กระทั่งโรเซ่ ซีแรนธ์ก็ตาม 

 

.

.

.

.

 

หลังจากโดนหล่อนต่อยไปอีกหลายหมัด และต้องเลี้ยงไปอีกหลายมื้อ ฟ้าก็ถูกสีส้มย้อมจนเรื่อเรือง 

 

เขาที่แบกของพะรุงพะรังเต็มตัวเดินมาส่งหล่อนถึงหน้าหอหญิง พอมาถึงหน้าหอก็หันไปหาคนที่เดินสบายมาตลอดทางแล้วปลดสัมภาระทั้งหมดวางลงในสองมือบางจนโรเซ่ถึงกับเซถอยหลังไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลยนะยะ” หล่อนมุ่ยหน้าใส่ พยายามหอบข้าวของเหล่านั้นให้เข้าที่เข้าทางพอจะเดินได้

 

“มีมาทั้งวันซะเหนื่อยแล้ว” มาร์คัสบิดไหล่ไปมาคลายเมื่อยแล้วกอดอกมองใบหน้าบูดๆนั่น ริมฝีปากบิดยิ้มจนเห็นเขี้ยวแล้วเดินไปขยี้เส้นผมสีชมพูเบาๆ “ขึ้นไปนอนพักซะล่ะ เดินทั้งวันแล้วนี่”

 

เด็กสาวเชิดหน้าขึ้น “เชอะ แค่นี้ไม่เหนื่อยหรอกย่ะ”

 

ขาเรียวก้าวหมายจะตรงขึ้นไปที่บันได เขามองแผ่นหลังบอบบางของหล่อนออยู่ครู่หนึ่ง

 

เป็นครู่หนึ่งที่ราวกับเสียความสามารถในการควบคุมร่างกายของตัวเองไป

 

เขาก้าวยาวๆตามไปด้านหลัง เอื้อมแขนโอบรอบไหล่ของหล่อนเอาไว้แล้วก้มลงจุมพิตเบาๆกลางกระหม่อมที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีชมพูอ่อน

 

เขาชะงักเมื่อพบว่าตัวเองทำอะไรลงไป แม้จะรู้ว่าหล่อนไม่เห็นแต่ก็แสร้งยิ้ม ละมือออกจากร่างบางแล้วพูดขึ้นลอยๆ

 

“ราตรีสวัสดิ์ล่ะ”

 

สิ้นเสียงก็ก้าวยาวๆออกไปไม่รอให้หล่อนโวยวายตามมา

 

ถึงแม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงอะไรไล่หลังก็ตาม 

 

.

.

.

.

.

 

คืนนั้นเงียบงัน 

 

มีเพียงเสียงลมสงัดที่กรีดกราย

 

เขามองหน้าหล่อน สบลึกลงในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น

 

หล่อนมองกลับมา จ้องนิ่งงันในตาของเขา

 

เนิ่นนานที่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำใด

 

เด็กหนุ่มเอื้อมมือแตะเชยปลายคางมนขึ้น

 

ไม่ละสายตาจากดวงตาหล่อนแม้ในวินาทีที่แนบประทับริมฝีปากเข้าด้วยกัน

 

จนกระทั่งเปลือกตาบางคลี่คลุมทับเนตรสีฟ้า เขาจึงหลับตาลง

 

 

เป็นจูบที่แผ่วเบา

 

ราวกับสื่อแทนความนึกคิดทั้งมวลตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

 

นิ่งนานเป็นครู่ เขาถึงถอนริมฝีปากออก

 

กลีบปากบอบบางของคนตรงหน้าบิดรอยยิ้มขึ้นก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ

 

“ไม่ได้” ไม่มีท่าทีเสียใจหรือหวั่นไหวในน้ำเสียงนั้น “เป็นนาย.....เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มาร์ตินไม่ได้”

 

เขายิ้มรับที่มุมปาก

 

“เดือนที่ผ่านมามันส์มาก” โรเซ่หัวเราะ “ขอบคุณนะคะ รุ่นพี่

 

เด็กหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคออย่างเคยนิสัย

 

“ช่างเถอะ...ฉันได้กำไรมาตั้งเยอะ” พูดราวกับไม่ใส่ใจ “จะมีสักกี่คนกัน ได้จูบปริ้นซ์เซสของคาโนวาล?”

 

ทั้งเขาและหล่อนหัวเราะออกมากับคำพูดนั้น

 

ผ่านพ้นคืนนี้ เรื่องราวระหว่างพวกเขาจะจบลง

 

ทิ้งไว้เพียงบางสิ่งอย่างค้างเอาไว้ในใจ

 

เป็นความทรงจำ

 

เป็นความสัมพันธ์

 

เป็นหลายอย่างที่สวยงาม

 

 

เพราะเมื่อวงโคจรของจักรวาลทั้งสองหมุนครบหนึ่งรอบ 

 

ก็ได้เวลาแยกจากกันและกลับไปอยู่ยังที่ของตนเอง 

 

ที่ซึ่งดำรงห่างกัน 

 

 เหลือเพียงเส้นสัมพันธ์เบาบางซึ่งเชื่อมระหว่างกัน 

 

ที่ไม่ได้จางหายไป 

 

-----------------------------------------------------------
 
จริงๆฟิคนี้เป็นของขวัญวันเกิดมอซอ ผปค.ของศจ.โรเซ่ครับ
เลทมานานมากขอโทษนะครับ ๕๕๕
 
แอบเมคบางจุดเองเพราะไม่ได้ปรึกษา //โดนตบ
 
หวังว่าอ่านแล้วจะเข้าใจความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่ "เคย" มีให้กัน มากขึ้นนะครับ
 
 
อ๊ะ แ้ล้วก็ วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน ผ.อ. ยูวา ด้วย
 
สุขสันต์วันเกิดนะครับผม!
 
 
เฟิร์สสโนว์เพิ่งได้ไอเดียเมื่อหัวค่ำ...
แถมยังเพิ่งได้มาแค่คนเดียวด้วย เขียนไม่ทันแน่เลย โฮ
 
 
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้
ส่วนเอนทรี่หน้าจะเป็นอะไร ไว้พบกันตอนนั้นนะครับ :D
 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบภาษาของแอลลี่จังง
อ่านได้เรื่อยๆเลย
โฮ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีจังเลยเน้อ
มาร์คัสหล่ออ่ะ ฮาา

#8 By 「Q」,,s-zii★ on 2012-02-14 00:35

ชอบบบบบบบบ
XD

ชอบการนำเสนอจัง
เราจักติดตาม ฟรืดดดดดดดดดด

#7 By Lil'z on 2012-02-05 23:58

ชอบคู่นี้มาก ชอบภาษามาก //พรากใส่ ;v;

จังหวะมันเร็วช้า เข้าออกได้ใจมากเลยจ๊ะ XD

และจักรวาลทั้งสองก็หมุนออกจากกัน.....

#6 By A.A the wolf on 2012-02-01 20:16

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ศจ.คะ!!!!

อ่านแล้วก๊าวววว อ๊ะ cry

#5 By ナキシ★ on 2012-02-01 13:14

มาร์คัสหล่อไปนะ แง่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!
โอ้ย ชอบภาษาแอลลี่อะ
แต่แบบ เราหมั่นไส้มาร์คัสอะ //เขย่าๆ

คู่นี้ก็นะ...น่ารักดี แต่ไปด้วยกันไม่ได้ในหลายๆความหมาย
น่าเศร้าเนอะ

#4 By !~แมวเมะ~!_Eroi*2 on 2012-02-01 00:26

โอยยยยยย มาร์คัสสส นายหล่อมากกกก
เราชอบภาษาแอลลี่จัง เอาอีกกกก

#3 By Noel on 2012-02-01 00:00

อรั๊ยย่ะ.... เข้าใจหลายๆอย่างมากขึ้นเลยทีเดียว

เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจดีนะฮะ แต่งเก่งๆ อ่านแล้วลื่นดีจ้ะ confused smile

#2 By BloodyPena :: Through Ages on 2012-01-31 23:56

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด แอลลี่ หกสวดาวาดงดาสวดเ่กดว ขอบคุณมากกกก แงงงง อินมาก ชอบบบ ชอบจริงๆ มาร์คัสหล่ออ่ะ นายหล่อมาก 5555

เป็นคู่ที่จบด้วยดีนะ ชอบ เป้นสายสัมพันธ์ที่ดี ; v ;!

#1 By ♥ MintieZ ; )) ,, on 2012-01-31 23:55